ออฟฟิศซินโดรมคืออะไร มีวิธีรักษาอย่างไร

Office syndrome (OFS) เป็นกลุ่มอาการของ myofascial pain syndrome ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาการปวดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อพังผืด พบได้ถึงร้อยละ 60-70 ของผู้ที่ทำงานในออฟฟิศ โดยทั่วไปมักมีอาการปวดศีรษะ คอ บ่า ไหล่ หลัง ข้อมือและนิ้ว นอกจากนี้ยังมีอาการอื่นๆ ร่วมที่อาจพบได้อีก เช่น อ่อนเพลีย เครียด และสมาธิลดลง วิธีรักษาอาการออฟฟิศซินโดรม การรักษากลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) นั้นมีด้วยกันหลายวิธี ยกตัวอย่างเช่น การรักษาด้วยยา การปรับสภาพแวดล้อมในการทำงาน การทำกายภาพบำบัดเพื่อยืดกล้ามเนื้อ การออกกำลังกายเพื่อรักษาปวดหลังเพิ่มสมรรถภาพร่างกาย และปรับอิริยาบถให้ถูกต้อง การรักษาด้วยศาสตร์ทางเลือกอื่น เช่น การฝังเข็ม การนวดแผนไทย การรักษาด้วยคลื่นกระแทก เป็นต้น ยาที่ใช้ในการรักษาอาการออฟฟิศซินโดรม มีดังนี้ ยารับประทาน ยกตัวอย่างเช่น Paracetamol (พาราเซตามอล) ยาบรรเทาปวด ลดอักเสบที่ไม่สเตียรอยด์ หรือ NSAIDs(เอ็นเสด) เช่น Ibuprofen, Diclofenac, Meloxicam, Celecoxib ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือ muscle relaxants เช่น Paracetamol+Orphenadrine, Tolperisone ยาบรรเทาปวดชนิดทาภายนอก (topical analgesics)ในปัจจุบันยานวดหรือยาทาแก้ปวดกล้ามเนื้อนั้น มีให้เลือกใช้หลากหลายแบบด้วยกัน อาทิเช่นแบบเจล, … Read more

“ยาแก้ปวด” มันรู้ได้อย่างไรว่าเราปวดตรงไหน ???

กระทู้จากเว็บไซท์พันทิป (Pantip) ซึ่งมีหัวข้อว่า “ยาแก้ปวดมันรู้ได้อย่างไรว่าเราปวดตรงไหนคะ” โดยผู้ใช้ที่มีชื่อว่า “สมาชิกหมายเลข 3556069” มีเนื้อหาภายในกระทู้ ดังนี้ ยาแก้ปวดมันรู้ได้อย่างไรว่าเราปวดตรงไหนคะ โดนลูกสาว 8 ขวบถามแบบนี้ แม่ไปไม่เป็นเลยค่ะ อธิบายอย่างไรให้เด็ก 8ขวบเข้าใจดีคะ ลูกบอกว่าสังเกตจากปวดหัวแม่ก็ให้กินยาแก้ปวด พ่อปวดฟันหมอก็ให้ยาแก้ปวด แม่ปวดขาไปหาหมอหมอก็ให้ยาแก้ปวด ที่มาของกระทู้: https://pantip.com/topic/38549975 “ยาแก้ปวดมันรู้ได้อย่างไรว่าเราปวดตรงไหน” ทีมงานอยู่กับยาจะมาตอบคำถามนี้แบบสั้นๆ เข้าใจง่ายๆ ให้ทุกท่านได้เข้าใจกัน โดยส่วนใหญ่แล้วยาที่เราได้รับเข้าไปในร่างกาย จะมีการออกฤทธิ์แบบไม่จำเพาะเจาะจง ขึ้นอยู่กับกลไกการออกฤทธิ์ของยานั้นๆ ว่าจะมีผลในระดับเซลล์และโมเลกุลอย่างไร เช่น ยา A มีผลลดการสร้างและการทำงานของสาร X โดยที่สาร X นั้น พบและทำหน้าที่บริเวณสมอง กระเพาะอาหาร และระบบทางเดินหายใจ เมื่อเราได้รับยา A เข้าไป ทำให้สาร X มีการลดการทำงานลง ซึ่งจะส่งผลต่ออวัยวะต่างๆ ที่สาร X ทำหน้าที่อยู่ ได้แก่ สมอง กระเพาะอาหาร และระบบทางเดินหายใจ อาจเป็นได้ทั้งผลอันพึงประสงค์จากการใช้ยา (ผลในการรักษา) … Read more

การใช้ยาพาราเซตามอลปลอดภัยหรือไม่ ในผู้ป่วยวาร์ฟาริน

Feature image template_warfarin

อีกหนึ่งคำถามที่คนไข้วาร์ฟารินมักสงสัยกัน นั่นคือ “เวลามีไข้หรือมีอาการปวด ควรกินยาตัวไหนดี” หรือ “สามารถกินยาตัวไหนได้ ที่ปลอดภัยในผู้ป่วยวาร์ฟาริน” และ “ยาพาราเซตามอล สามารถกินได้ไหม” เพราะยาวาร์ฟารินเป็นยาที่มักเกิดอันตรกิริยากับยาหลากหลายชนิด หรือพูดในภาษาที่เข้าใจง่าย นั่นคือ ตีกันกับยาได้หลายตัว ดังนั้น อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คนไข้หลายคนรู้สึกวิตกกังวลได้ หากต้องใช้ยาวาร์ฟารินร่วมกับยาตัวอื่น.. วันนี้ทีมงานอยู่กับยา จึงอยากมาคลายความสงสัย ให้ได้ทราบไปพร้อมๆกันค่ะ

Read more

รับประทานยาพาราเซตามอลอย่างไร ให้ไม่เป็นอันตรายต่อตับ

วันนี้มีคำถามจากแฟนเพจถามมาว่า “พาราเซตามอลขนาด 500 mg ควรทานแค่วันละเม็ดใช่หรือไม่ ถ้ากินวันละ 4 เม็ด อันตรายหรือเปล่า” วันนี้ทีมงานอยู่กับยา จะมาไขข้อสงสัยให้ได้ทราบกันค่ะ ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับเจ้าพาราเซตามอลกันก่อนดีกว่า ยาพาราเซตามอล เป็นยาสามัญประจำบ้าน สรรพคุณของยาพาราเซตามอล(Paracetamol หรือ Acetaminophen) คือช่วยระงับปวดและลดไข้ ถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์ตั้งแต่ พ.ศ.2436 และใช้กันอย่างแพร่หลายในคน เนื่องจากมีข้อดีกว่าแอสไพรินตรงที่ไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร และไม่มีผลต่อการเกาะตัวของเกล็ดเลือด(platelets) จึงไม่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและไม่ทำให้การแข็งตัวของเลือดเสียไป แต่อย่างไรก็ตามพาราเซตามอลไม่มีผลในการลดอักเสบเหมือนแอสไพริน จึงไม่สามารถใช้ในการลดการอักเสบของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ หรือข้ออักเสบได้ กลไกการเกิดพิษต่อตับของยาพาราเซตามอล ก่อนอื่นต้องเกริ่นให้เข้าใจถึงขั้นตอนการจัดการของร่างกาย เวลาที่เรากินยาแต่ละตัวเข้าไป มีด้วยกัน 4 ขั้นตอนดังนี้ การดูดซึมของยาเข้าสู่ร่างกาย (absorption) การกระจายตัวของยา (distribution) การเปลี่ยนแปลงยา (metabolism) การขับถ่ายยาออกจากร่างกาย (excretion) และขั้นตอนที่เกี่ยวกับการเกิดพิษจากยาได้นั้นก็คือการเปลี่ยนแปลงยา(metabolism) ซึ่งขั้นตอนนี้จะเกิดขึ้นมากที่ตับ สำหรับ paracetamol ก็เช่นกัน เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนแปลงที่ตับ โดยส่วนใหญ่ของยาจะทำปฏิกิริยา conjugate กับ glucuronide และ sulfate ในร่างกาย เกิดเป็นสารที่ไม่มีพิษ(nontoxic) … Read more