อีกหนึ่งคำถามที่คนไข้วาร์ฟารินมักสงสัยกัน นั่นคือ “เวลามีไข้หรือมีอาการปวด ควรกินยาตัวไหนดี” หรือ “สามารถกินยาตัวไหนได้ ที่ปลอดภัยในผู้ป่วยวาร์ฟาริน” และ “ยาพาราเซตามอล สามารถกินได้ไหม” เพราะยาวาร์ฟารินเป็นยาที่มักเกิดอันตรกิริยากับยาหลากหลายชนิด หรือพูดในภาษาที่เข้าใจง่าย นั่นคือ ตีกันกับยาได้หลายตัว ดังนั้น อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คนไข้หลายคนรู้สึกวิตกกังวลได้ หากต้องใช้ยาวาร์ฟารินร่วมกับยาตัวอื่น.. วันนี้ทีมงานอยู่กับยา จึงอยากมาคลายความสงสัย ให้ได้ทราบไปพร้อมๆกันค่ะ
Acetaminophen
รับประทานยาพาราเซตามอลอย่างไร ให้ไม่เป็นอันตรายต่อตับ
วันนี้มีคำถามจากแฟนเพจถามมาว่า “พาราเซตามอลขนาด 500 mg ควรทานแค่วันละเม็ดใช่หรือไม่ ถ้ากินวันละ 4 เม็ด อันตรายหรือเปล่า” วันนี้ทีมงานอยู่กับยา จะมาไขข้อสงสัยให้ได้ทราบกันค่ะ ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับเจ้าพาราเซตามอลกันก่อนดีกว่า ยาพาราเซตามอล เป็นยาสามัญประจำบ้าน สรรพคุณของยาพาราเซตามอล(Paracetamol หรือ Acetaminophen) คือช่วยระงับปวดและลดไข้ ถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์ตั้งแต่ พ.ศ.2436 และใช้กันอย่างแพร่หลายในคน เนื่องจากมีข้อดีกว่าแอสไพรินตรงที่ไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร และไม่มีผลต่อการเกาะตัวของเกล็ดเลือด(platelets) จึงไม่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและไม่ทำให้การแข็งตัวของเลือดเสียไป แต่อย่างไรก็ตามพาราเซตามอลไม่มีผลในการลดอักเสบเหมือนแอสไพริน จึงไม่สามารถใช้ในการลดการอักเสบของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ หรือข้ออักเสบได้ กลไกการเกิดพิษต่อตับของยาพาราเซตามอล ก่อนอื่นต้องเกริ่นให้เข้าใจถึงขั้นตอนการจัดการของร่างกาย เวลาที่เรากินยาแต่ละตัวเข้าไป มีด้วยกัน 4 ขั้นตอนดังนี้ การดูดซึมของยาเข้าสู่ร่างกาย (absorption) การกระจายตัวของยา (distribution) การเปลี่ยนแปลงยา (metabolism) การขับถ่ายยาออกจากร่างกาย (excretion) และขั้นตอนที่เกี่ยวกับการเกิดพิษจากยาได้นั้นก็คือการเปลี่ยนแปลงยา(metabolism) ซึ่งขั้นตอนนี้จะเกิดขึ้นมากที่ตับ สำหรับ paracetamol ก็เช่นกัน เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนแปลงที่ตับ โดยส่วนใหญ่ของยาจะทำปฏิกิริยา conjugate กับ glucuronide และ sulfate ในร่างกาย เกิดเป็นสารที่ไม่มีพิษ(nontoxic) … Read more